ฮอกไกโดเป็นเกาะที่ใหญ่และมีเสน่ห์ต่างกันไปในแต่ละทิศ หากคุณพักที่ซัปโปโร นี่คือลายแทงการเดินทางที่แบ่งตามทิศทางหลัก เพื่อให้คุณเลือกเที่ยวได้ตามความชอบครับ
1. เส้นทางสายตะวันออก: ทุ่งดอกไม้และเนินเขา (Asahikawa / Furano / Biei)
ถ้าเราตัดภาพความหนาวเหน็บและหิมะขาวโพลนออกไป แล้วพุ่งเป้าไปที่ “ฮอกไกโดช่วง Green Season” (ปลายมิถุนายน – ต้นกันยายน) คุณจะได้พบกับสวรรค์บนดินที่มีสีสันจัดจ้านที่สุดในญี่ปุ่น!
นี่คือรีวิวเส้นทางสายตะวันออก (Asahikawa / Furano / Biei) ฉบับเน้นความสดใส ถ่ายรูปสวยจนเพื่อนต้องทักว่า “นี่มันภาพวาดหรือเปล่า!”
🎨 เส้นทางสายตะวันออก: “The Masterpiece of Nature” (Asahikawa – Biei – Furano)
ลืมความเหงาไปได้เลยครับ เพราะฤดูกาลนี้คือช่วงเวลาที่ฮอกไกโด “ตื่นตัว” ที่สุด ท้องฟ้าจะสีฟ้าจัด ตัดกับทุ่งหญ้าสีเขียว และดอกไม้หลากสีที่แข่งกันบานเหมือนช่างภาพระดับโลกเอาพู่กันมาแต้มไว้
📸 จุดเช็คอินที่ต้องไปถล่มชัตเตอร์ให้พัง!
o ฟาร์ม Tomita (ทุ่งลาเวนเดอร์ในตำนาน): ลองจินตนาการถึงภูเขาที่ถูกคลุมด้วยพรมสีม่วงสุดสายตา พร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ลอยมาตามลม ไฮไลท์คือ “ทุ่งดอกไม้ 7 สี” (Irodori Field) ที่ปลูกเรียงเป็นแถบเหมือนสีรุ้ง บอกเลยว่าชุดสีขาวต้องเข้าแล้ว! และห้ามพลาด ไอศกรีมลาเวนเดอร์ ที่ถือถ่ายรูปก็สวย กินก็สดชื่น
o บ่อน้ำสีฟ้า (Shirogane Blue Pond): น้ำในบ่อจะสีฟ้าสดแบบ Cobalt Blue ในวันที่แดดจ้า สีน้ำจะตัดกับกิ่งไม้แห้งสีขาวที่ชูชันขึ้นมา ให้ฟีลลิ่งลึกลับและสงบในเวลาเดียวกัน เป็นจุดที่ถ่ายยังไงก็นางเอกซีรีส์ชัดๆ
o เส้นทางสาย Patchwork & Panorama (Biei): ที่นี่คือที่สุดของสาย Landscape ครับ มันคือถนนที่ตัดผ่านเนินเขาสลับซับซ้อน พื้นดินถูกปลูกพืชต่างชนิดทำให้มีสีเขียวอ่อน เขียวเข้ม เหลืองทอง สลับกันไปมาเหมือนผ้าห่มผืนยักษ์ มีต้นไม้โดดเดี่ยวอย่าง Seven Stars Tree ยืนเป็นพร็อพให้เราถ่ายรูป
o นิงเกิ้ลเทอเรส (Ningle Terrace) ภาคฤดูร้อน: ถ้าฤดูหนาวเหมือนเอลฟ์มาอยู่ ฤดูร้อนก็เหมือนบ้านในเทพนิยายกลางป่าสนครับ กระท่อมไม้ท่ามกลางใบไม้สีเขียวขจีให้ความรู้สึกร่มรื่นและเย็นสบาย เดินเลือกซื้องานแฮนด์เมดในบรรยากาศกุ๊กกิ๊กที่สุด
🚗 ทำไมการเดินทาง “แบบไม่ใช่รถสาธารณะ” ถึงสนุกกว่า?
ต้องเล่าแบบนี้ครับว่า “เสน่ห์ของ Biei และ Furano ไม่ได้อยู่ที่ป้ายรถเมล์” แต่อยู่ที่ “ระหว่างทาง”
o ถ้าคุณเช่ารถขับ: คุณจะพบว่า “เฮ้ย! เนินนี้สวยจัง” แล้วก็จอดแวะถ่ายรูปได้ทันที คุณจะสามารถขับรถเปิดกระจกรับลมเย็นๆ (ที่หาไม่ได้ในไทย) ผ่านอุโมงค์ต้นไม้และทุ่งนาที่กว้างสุดลูกหูลูกตา การจอดรถในฟาร์มต่างๆ ทำได้ง่ายมาก และคุณจะทำเวลาไปกิน “เมลอนฮอกไกโด” หวานฉ่ำที่ Tomita Melon House ได้ทันก่อนปิด!
o ถ้าคุณจอง Day Tour: คุณจะได้นั่งรถบัสแอร์เย็นฉ่ำ ดูวิวสวยๆ แบบไม่ต้องหลงทาง ไกด์จะพาคุณไปถึงจุดแลนด์มาร์คเป๊ะๆ ในเวลาที่เหมาะสม ไม่ต้องยืนรอรถไฟท่ามกลางแดด (ซึ่งแดดหน้าร้อนที่นี่ก็เอาเรื่องอยู่ครับ)
🛒 พร้อมแล้วไปกดจองกัน! (Link จาก Klook)
เพื่อให้ทริปถ่ายรูปของคุณสมูทที่สุด ผมรวมลิ้งค์สำคัญมาให้แล้วครับ:
o 🏎️ เช่ารถขับเอง (รับที่ซัปโปโร): กดเลือกประเภทรถที่ชอบได้ที่นี่ (แนะนำรถเล็กประหยัดน้ำมัน ขับเลาะเนินเขาสนุกมาก)
o 🚌 ทัวร์วันเดียวแบบจัดเต็ม: รวม Furano + Biei + Asahiyama Zoo – ทัวร์นี้คุ้มสุดสำหรับสายถ่ายรูปที่ไม่อยากขับรถเอง
o 🎫 สำหรับสายอินดี้ที่อยากนั่งรถไฟ: JR Hokkaido Pass (จองออนไลน์แล้วไปรับตัวจริงที่เคาน์เตอร์ JR ได้เลย)
2. ถ้าเส้นทางสายตะวันออกคือภาพวาดสีน้ำมันที่สดใส เส้นทางสายใต้ (Noboribetsu / Toya / Hakodate) ก็คือ “ภาพยนตร์คลาสสิก” ที่มีความหรูหรา อบอุ่น และโรแมนติกที่สุดในฮอกไกโดครับ
เส้นทางนี้เหมาะมากสำหรับใครที่อยากเที่ยวแบบ “สโลว์ไลฟ์” เน้นกินอิ่ม นอนอุ่น ดูวิวพันล้าน และดื่มด่ำกับประวัติศาสตร์เมืองท่าที่เหมือนหลุดออกมาจากยุโรป
🌊 เส้นทางสายใต้: “The Great Relaxation & Heritage” (Noboribetsu – Lake Toya – Hakodate)
นี่คือเส้นทางที่รวม “ที่สุด” ของฮอกไกโดไว้ในที่เดียว: ออนเซ็นที่ดีที่สุด, ทะเลสาบที่สวยที่สุด และวิวกลางคืนที่ติดอันดับโลก!
📸 จุดไฮไลท์ที่สายชิลล์ต้องใจสั่น!
🚄 การเดินทาง: ทำไมเส้นทางนี้ถึง “นั่งรถไฟ” สนุกกว่าขับรถ?
เส้นทางสายใต้ถือเป็นเส้นทางที่ “บริหารจัดการง่ายที่สุด” สำหรับนักท่องเที่ยวครับ
🛒 จองล่วงหน้าเพื่อความชิลล์ขั้นสุด (Link จาก Klook)
เส้นทางนี้ Pass รถไฟคือ “หัวใจหลัก” ครับ จองล่วงหน้าถูกกว่าและสะดวกกว่าแน่นอน:
3. ผมขอพาคุณขยับออกจากความสงบมาสู่ “เส้นทางสายสุนทรีย์” ที่ครบเครื่องที่สุด เพราะมีทั้งความคลาสสิกของเมืองเก่า ความยิ่งใหญ่ของท้องทะเล และความหรูหราของแหล่งสกีระดับโลกครับ
⚓ เส้นทางสายตะวันตก: “The Romantic Coast & Deep Blue” (Otaru – Shakotan – Niseko)
ถ้าทิศใต้คือภาพยนตร์คลาสสิก ทิศตะวันตกนี้ก็คือ “มิวสิควิดีโอเพลงรัก” ครับ เพราะบรรยากาศมันโรแมนติกจนแทบจะหยุดเวลาเอาไว้ได้ โดยเฉพาะเมื่อพระอาทิตย์เริ่มตกดินและไฟริมคลองเริ่มสว่างขึ้น
📸 จุดไฮไลท์ที่สายโรแมนติกต้องยอมสยบ!
🚌 การเดินทาง: “ผสมผสานเพื่อความสมบูรณ์แบบ”
เส้นทางนี้มีความพิเศษคือ คุณสามารถเลือกวิธีเดินทางได้ตาม “เลเวล” ความลึกของสถานที่ครับ:
🛒 จองบริการสุดฟินผ่าน Klook (Link ตรง)
เพิ่มความโรแมนติกให้ทริปนี้ด้วยกิจกรรมพิเศษที่จองง่ายๆ ครับ:
4. มาถึงเส้นทางสุดท้ายที่เปรียบเหมือน “ดินแดนสุดท้าย” (The Last Frontier) ของญี่ปุ่นกันครับ เส้นทางสายเหนือ (Wakkanai / Rumoi)
เส้นทางที่เหมาะกับนักเดินทางสายลุย ผู้รักสันโดษ และคนที่อยากพิชิตจุดสูงสุดบนแผนที่ญี่ปุ่นเพื่อบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเดินทางของตัวเอง
🧭 เส้นทางสายเหนือ: “The Journey to the Edge of Japan” (Rumoi – Wakkanai – Rebun & Rishiri Islands)
ถ้าเส้นทางอื่นคือความพลุกพล่าน เส้นทางนี้คือ “ความเงียบสงบที่ทรงพลัง” ครับ คุณจะได้เจอกับถนนที่ยาวสุดลูกหูลูกตาจนเกือบจะบรรจบกับเส้นขอบฟ้า และทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่มีน้องวัวเดินเล่นกันอย่างอิสระ
📸 จุดไฮไลท์ที่สายผจญภัยต้องไปพิชิต!
🏎️ การเดินทาง: “The Road Trip is the Destination”
เส้นทางนี้มีความพิเศษคือ “ความสวยงามไม่ได้อยู่ที่จุดหมาย แต่อยู่ที่การเดินทาง” ครับ
🛒 จองเพื่อการผจญภัยที่สมบูรณ์แบบ (Link จาก Klook)
เส้นทางสายเหนือต้องการการเตรียมตัวเรื่องยานพาหนะเป็นสำคัญครับ: